BJCP หรือ The beer judge certification program ได้จำแนก IPA ออกเป็น 3 ประเภทย่อย ได้แก่ English, American และ Imperial IPA ถึงแม้ว่าเบียร์ทั้ง 3 สไตล์จะเน้นกลิ่นและรสชาติที่เกิดจาก hop แต่ทั้ง 3 สไตล์ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่ สิ่งที่เราจะมาคุยกันก็คืออะไรที่ทำให้เบียร์ English IPA มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเบียร์อื่นๆ

สิ่งแตกต่างอย่างแรกของเบียร์ประเภทนี้ก็คือ hop ที่ใส่ ถ้าเป็น English IPA hop ที่ใส่จะเป็น hop จากฝั่งอังกฤษ เบียร์สไตล์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถเก็บไว้ในเรือเพื่อขนส่งได้ในระยะเวลานานๆ ในสมัยก่อนการขนส่งเบียร์ๆ จะถูกบรรจุอยู่ในถังไม้ ซึ่งทำให้ brewer สมัยนั้นจำเป็นต้องใส่ hop จำนวนมากลงไปในเบียร์เพื่อป้องกันเบียร์ไม่ให้เสียหายจากการขนส่งระยะทางไกลๆ เทคนิคการใส่ hop เป็นจำนวนมากไม่ได้ช่วยแค่การขนส่งเบียร์ระยะทางไกล แต่ยังช่วยเรื่องของรสชาติเบียร์เมื่อถูกเก็บไว้ในเวลานานๆ อีกด้วย (เบียร์ American IPA ก็ได้นำเองสไตล์เบียร์แบบนี้ไปใช้ เพียงแต่เลือกใช้ hop จากฝั่งอเมริกา แทน hop ที่มาจากฝั่งอังกฤษ)

โดยปกติแล้วเบียร์ประเภทนี้จะมี ABVs อยู่ประมาณ 6.0-8.0% แต่ในบางกรณีเราอาจจะเห็นเบียร์ที่มี ABVs ตำ่กว่านี้ และเบียร์จะถูกหมักไว้จน attenuated คงที่ก่อนจะนำมาบรรจุขวดหรือถังไม้เพื่อป้องกันการระเบิดของถังระหว่างทาง

English IPA เลือกใช้ pale ale malt เป็นส่วนผสมหลัก และมีการใส่ crystal malt หรือ malt อื่นเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความซับซ้อน ส่วนใหญ่จะใช้ hop Fuggles และ Golding เป็น hop หลักในการเพิ่มความขม และเลือกใช้ยีสต์ที่ไม่ผลิตรสชาติและกลิ่นผลไม้ในการหมัก

นอกจากการเลือกส่วนผสมที่มีคุณภาพแล้ว คีย์หลักในการทำ English IPA ที่ดีคือ เราจะไม่ใช้เทคนิคพิเศษใดๆ ในการ mash เราจะทำการ mash ธรรมดาเพียงแค่จะต้องรักษาอุณหภูมิให้สมั่มเสมอ

ในการทำเบียร์ประเภทนี้ ให้เราระวังเรื่องความขมของเบียร์ การที่ใส่ hop เพิ่มความขมมากเกินไปจะทำให้เบียร์ผิดสไตล์ได้ ในสมัยก่อนการใส่ hop จำนวนมากส่งผลดีกับเบียร์ประเภทนี้ และด้วยการขนส่งทางไกลจึงทำให้ความขมของเบียร์ลดลง แต่ถ้าเราทำเบียร์ดื่มเองโดยไม่เก็บเบียร์ไว้เป็นเวลานานๆ เบียร์ที่ใส่ hop จำนวนมากอาจจะทำให้ขมเกินไปได้

สิ่งที่สำคัญของการทำเบียร์สไตล์นี้คือ hop และยีสต์ ต้องเป็น hop จากฝั่งอังกฤษเท่านั้น น้ำที่ใช้ควรใช้น้ำแร่ ไม่ควรใช้น้ำ RO และควรปรับค่า ph และแร่ธาตุที่อยู่ในน้ำให้เหมาะสม ให้เลือกใช้ British ale ยีสต์เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติ ในบางกรณีเราสามารถใช้ American ale ยีสต์ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความซับซ้อนของรสชาติก็จะลดลงไป