สไตล์ Porter จะเป็นเบียร์ที่มีรสชาติของ malt ไหม้ และช๊อคโกแล๊ต และโดยปกติจะมีความหวานของคาราเมลร่วมอยู่ด้วย (คล้ายๆ กับเบียร์ประเภท brown ale) โดยปกติส่วยผสมที่ porter ทุกตัวจะขาดไม่ได้คือ darkly roasted malt ซึ่งจะให้ทั้งกลิ่นและรสชาติของเบียร์สไตล์นี้ ถ้าเป็น porter สมัยก่อนอีกสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือรสชาติของช๊อคโกแล๊ต และบางครั้งเราก็อาจจะได้กลิ่นกาแฟอยู่ในเบียร์แบบนี้ด้วย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับส่วนผสมของ malt ที่เราเลือกใส่ลงไป

ส่วนผสมหลักที่สำคัญของเบียร์ porter เกือบทุกตัวจะมีก็คือ chocolate malt ซึ่งเราสามารถทำเบียร์ porter ที่ดีได้ด้วยการใส่ chocolate malt ที่ดีได้เพียงอย่างเดียว chocolate malt จะมึสีน้ำตาลเข้ม (350–400 °L) ชื่อ chocolate ได้มาจากการที่ malt ชนิดนี้จะให้รสชาติและกลิ่นเหมือน chocolate

Black malt หรือ black patent malt จะให้รสชาติแหลมและไหม้กับเบียร์ บางตัวจะให้รสขม และเปรี้ยวร่วมด้วย malt ชนิดนี้จะมีสีดำ (มากกว่า 500 °L) และมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

Roasted Barley เป็นอีกส่วนผสมหนึ่งในเบียร์สไตล์ porter ข้อแตกต่างของ roasted barley ละ chocolate และ black malt ก็คือ roasted barley จะใช้เมล็ด barley ที่ยังไม่ได้เพาะให้เป็น malt มาทำ roasted barley จะแบ่งออกได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ แบบแรกจะมีสีตกอยู่ในช่วง 300 °L อีกแบบจะมีสีอยู่ที่ประมาณ 500 °L แบบที่สีเข้มนี้ส่วนใหญ่จะใช้ในเบียร์ประเภท Irish stouts รสชาติของ roasted barley จะได้รสชาติของกาแฟ

Porter จะเป็นเบียร์ที่มีสีเข้มกว่า brown ale และจะต้องใส่ dark malt หรือ dark grain อื่นๆ ให้มีกลิ่นไหม้อยู่ในเบียร์ ส่วน specialty grains ที่เราจะใส่ลงไปใน porter เราจะใส่ crystal หรือ caramel malt เพื่อเพิ่มรสชาติคาราเมลใน porter crystal malt (40–60 °L) จะให้รสชาติคาราเมลและกลิ่นหอมๆ ของคาราเมลกับเบียร์ของเรา crystal malt ที่เข้มขึ้นมา (60–90 °L) จะให้รสชาติของลูกเกตให้กับเบียร์ ส่วน crystal malt ที่เข้มขึ้นไปอีก (90–150 °L) จะให้กลิ่นและรสชาติไหม้กับเบียร์ เราสามารถนำ crystal malt หลายๆ ความเข้มมารวมกันเพื่อหา balance ของรสชาติและกลิ่นที่เหมาะสมสำหรับเบียร์ของเราได้

การที่เบียร์ประเภทนี้มีการใส่ dark grains ลงไปเป็นส่วนผสมจำนวนมาก brewer หลายๆ คนจะคิดว่า base malt น่าจะไม่ค่อยมีความสำคัญกับรสชาติของเบียร์ประเภทนี้ แต่จริงๆ แล้ว base malt มีความสำคัญกับรสชาติไม่แพ้ dark grain ที่เราใส่ลงไป เพราะรสชาติหรือกลิ่นคาราเมลในเบียร์นั้นไม่สามารถกลบกลิ่นของ base malt ได้ทั้งหมด จริงๆ แล้วรสชาติของทั้งสองส่วนผสมจะขับรสชาติของเบียร์ควบคู่กัน base malt ที่เหมาะกับเบียร์นี้คือ pale ale malt ที่มีค่าสีอยู่ประมาณ 3 °L ส่วน brewer ที่ใช้ extract ในการทำเบียร์ แนะนำให้ใช้ malt extract ที่มีสีอ่อน และทำการ steep ด้วย dark grains ต่างๆ แทนที่จะใช้ dark malt extract

เบียร์ที่มีการใส่ dark grain จำนวนมากๆ จะมีโอกาสที่เบียร์จะมีความเป็นกรดและขมสูง เพราะ dark grain จะมี tannin สูงกว่า grain ปกติ ในเบียร์ประเภท porter ซึ่งเราไม่สามารถลดประมาณ dark grain ได้ เวลาเราทำมีสิ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ไม่ sparge มากเกินไป ถ้าเราไม่ sparge มากจนเกินไปเบียร์เราก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาขมหรือเปรี้ยวจากกรดจนเกินไป และให้ตรวจสอบ gravity ของ wort ที่ได้จากการ sparge ให้มี gravity มากกว่า 1.010 (ถ้าเรามี ph meter ให้ตรวจสอบและอย่าให้ ph ของเบียร์ต่ำกว่า 5.8)

สุดท้ายให้เราจำไว้ว่าความขมและกรดที่เกิดจาก dark grain ไม่ใช่สิ่งที่แย่เสมอไปในเบียร์ ในเบียร์ที่มีสีอ่อนๆ เราควรจะจำกัดเรื่องความขมและกรดที่เกิดจากส่วนผสมให้น้อยที่สุด แต่ถ้าเป็น dark เบียร์สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราจะมีอยู่ในเบียร์ของเราบ้าง แต่อย่าให้มากเกินไป

สำหรับการ mash all grains ให้ใช้ single infusion mash อุณหภูมิระหว่าง 67-69C และ mash out ที่ 76C ถ้าเราใช้ iodine ทดสอบแป้งแล้วไม่มีแป้งเหลืออยู่เราสามารถ mash out ได้เลยทันที สำหรับการ steep ให้เรา steep หรือ partial mash กับ base malt ถ้าเราเลือกที่จะ steep ให้ใช้อุณหภูมิ 66-69C และใช้ปริมาณ grain ประมาณ 1 กก. ต่อน้ำ 6.3 ลิตร

ในการใช้ hop เนื่องด้วย porter เป็นเบียร์อังกฤษ brewer ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ hop จากอังกฤษ hop ที่เป็นที่นิยมในการทำ porter ได้แก่ Northern Brewer แต่เนื่องด้วย base malt ของ porter ที่มีรสชาติและกลิ่นและเอกลักษณ์ hop ต่างๆ จึงไม่ค่อยที่จะสร้างความแตกต่างมากเท่าไหร่ ส่วนปริมาณ hop ที่ใส่นั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล โดยปกติแล้ว porter เป็นเบียร์ที่เน้นรสชาติและกลิ่นของ chocolate และ caramel กลิ่นอื่นๆ จึงไม่ค่อยจะสร้างความแตกต่างของเบียร์มากนัก ส่วนเรื่องของความขม BJCP ระบุว่าถ้าเป็น brown porter จะอยู่ระหว่าง 18-35 IBU และถ้าเป็น robust porter จะอยู่ระหว่าง 25-50+ IBU

Porter สามารถหมักด้วย ยีสต์ ale หรือ lager ได้หมด ถ้าเราต้องการให้เบียร์เรามี body แน่น ๆ ให้เลือกยีสต์ที่มีค่า attenuative ไม่มาก เช่น Wyeast 1968 หรือ White Labs WLP002 แต่ถ้าต้องการเบียร์ dry ให้เลือกใช้ยีสต์ที่มีค่า attenuative สูงๆ เช่น Wyeast 1056, White Labs WLP001 หรือ Safele US-05 ยีสต์เหล่านี้จะกินน้ำตาลมาก และจะทำให้เบียร์เรามีความเด่นเรื่องความไหม้

ในการทำเบียร์ porter มีหลายๆ อย่างที่เราต้องทำการ balance ให้ดี ทั้งเรื่องส่วนผสม, น้ำ และขั้นตอนการ brew แต่โชคดีที่เบียร์ประเภทนี้มีช่วงรสชาติที่กว้าง ข้อผิดผลาดเล็กน้อยก็ไม่สามารถทำให้เบียร์เราหลุดสไตล์ได้