Wheat Beer คือเบียร์ที่ craft ปกติ เพียงแต่จะมีการใช้ส่วนประกอบของ wheat หรือ wheat malt ในการทำแทนการใช้ barley malt และเมล็ดพืชอื่นๆ ในอัตราส่วนที่มากกว่าปกติ Wheat Beer จะแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ คือ Belgian white, north German white, Bavarian white, และ American wheat

ถ้าพูดถึง wheat beer (ในบางครั้งจะถูกเรียกว่า white beer) เราจะต้องย้อนไปสมัย middle age (ประมาณ 1516) ตอนที่ทั้ง wheat และ barley ถูกใช้ในการทำเบียร์ ในตอนนั้นการทำ wheat beer เป็นที่แพร่หลายมาก มากจนกระทั่ง wheat ส่วนใหญ่ถูกนำมาทำเบียร์จนไม่เหลือเพียงพอที่จะเอามาทำขนมปัง จนต้องมีกฏให้ brewer ทั้งหมดต้องใช้ barley มาทำเบียร์ และ wheat ทั้งหมดจะต้องถูกนำมาใช้ทำขนมปังเท่านั้น

Belgian White Beers

1
เบียร์ Belgian หลายๆ ชนิดใช้ wheat เป็นส่วนผสมในอัตราส่วนที่สูงมากมาก (โดยเฉพาะในกลุ่มของ brewer ที่ทำ lambic beer) และคำว่า white beer หรือคำว่า wit ซึ่งเราได้ยินโดยทั่วๆ ไปนั้น จะมีการ mash อยู่ในช่วง protein rest เป็นเวลานานๆ และผลลัพธ์คือเบียร์ที่ได้จะมีลักษณะขุ่นมากๆ และเป็นที่มาของคำว่า white beer หรือ wit นั่นเอง

เบียร์สไตล์ White beer ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน สหรัฐและ เนเธอร์แลนด์ เนื่องจากกระแสความนิยม microbrewery และ brewer ที่นิยมในการทำเบียร์สมัยเก่าๆ

The Great American Beer Festival ได้ให้ไกด์ไลด์เกี่ยวกับ Belgian White beer ไว้ว่า 11–12.5/ 1.044–1.050 OG (4.4–5.0 Belge), 4.8–5.2 percent alcohol by volume, 15–25 IBU และ 2–4 SRM

North German and Bavarian White Beers

ในตอนเหนือของเยอร์มัน white beer มีความแตกต่างออกไปจาก Belgian White Beers และในสหรัฐการดื่ม wheat beer นี้จะดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นในวันที่ร้อนๆ และจะมีการใส่มะมาวสดลงไปในขวดก่อนดื่มอีกด้วย และเรียกเบียร์ว่า Berliner Weisse

ในเยอร์มันสไตล์ white beer จะเรียกว่า Bavarian White Beers และ Bavarian White Beers ที่เป็นที่นิยมมีชื่อว่า Suddeutche Weizenbier ซึ่งเป็นเบียร์ที่ถูกส่งออกไปสหรัฐเป็นปริมาณสูงมาก Bavarian white beer จะมีส่วนประกอบของ wheat malt อยู่ที่ 40-60% และเป็นเบียร์ ale คือมีการหมักด้านบนของถังหมัก แต่ในการบ่มเบียร์จะบ่มที่อุณหภูมิของ lager ซึ่งจะช่วยให้เบียร์มีโปรตีนหลงเหลืออยู่น้อยลง จึงทำให้เบียร์มีลักษระใสขึ้น และเวลาเราดื่มเบียร์ชนิดนี้ เราสามารถบีบมะนาวใส่เข้าไปได้อีกด้วย

1

wheat beer จะเป็นการหมักแบบ top-fermented เสมอ ยีสต์จะทำงานในช่วงอุณหภูมิอุ่นๆ คือในช่วง 58° ถึง 65°F (14° to 18°C) และจะบ่มเบียร์ที่อุณหภูมิ larger ที่ใกล้ๆ 0 องศา ส่วนการ condition เบียร์จะมีอยู่สองแบบคือ kristalklar และ hefe-trub (วิธีอย่างหลังคือการใส่ fresh wort และยีสต์ lager ลงไปในเบียร์ก่อนทำการบรรจุขวด) ลักษณะเฉพาะของ wheat beer จะมีลักษณะ body แน่น และฟองหนา

Bavarian wheat beers จะมี alcohol content อยู่ระหว่าง 5 percent by volume จนถึงขนาด 7.6 percent ในเบียร์สไตล์ weizenbocks และสีของเบียร์อาจจะเข้มถึง amber หรือแม้กระทั่ง dunkel (dark) เอกลักษณ์ของเบียร์ชนิดนี้คือรสชาติ clove รสชาตินี้เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการใช้ wheat malt เป็นส่วนผสมในการทำเบียร์เกิน 50% และเบียร์มีการ carbonate สูง

The Great American Beer Festival ได้ให้ไกด์ไลด์เกี่ยวกับ Weizen/Weissbier Ale ไว้ว่า 11.5–14/1.046–1.056 OG, 4.9–5.5 percent alcohol by volume, 10–15 IBU, และ 3–9 SRM
ส่วน Dunkelweizen จะมีคุณลักษณะคล้ายๆ กันแต่สีเข้มขึ้นคือ 16-23 SRM ส่วน Weizenbock Ale จะคือ 16–20/1.066–1.080 OG, 6.9–9.3 percent alcohol by volume และ 5–30 SRM.

American Wheat Beer

American wheat beers เป็นเบียร์ที่คล้ายๆ กับ Bavarian style แต่เพราะว่า wheat ในอเมริกาจะมีเอกลักษณ์เรื่องรสชาติน้อยกว่า จึงทำให้เบียร์มีรสชาติที่เข้มข้นสู้ Bavarian beer ไม่ได้ การหมักใช้ ale ยีสต์ รสชาติจะไม่ค่อยมีรสชาติ clove ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bavarian beer อยู่

สไตล์ของ American wheat beer จะหลากหลายตามจินตนาการของ brewer brewer จะ craft beer ทั้ง amber wheat beer, dark wheat beer และแม้กระทั่งมีการผสมผลไม้ลงใน wheat beer แต่อัตราส่วนของจะคล้ายๆ กันคือ .ใช้ 50-60% 2-row barlet malt และไช้ 40-50% wheat malt

The Great American Beer Festival ได้ให้ไกด์ไลด์สำหรับ American wheat ale ไว้คือ 9.5–12.5/1.036–1.050 OG, 3.5–4.5 percent alcohol by volume, 5–17 IBU, และ 2–8 SRM

1

American wheat beer ที่มีชื่อที่สุดคือ draught hefe-weizen จาก Widmer Brewery ใน Portland, Oregon ซึ่ง Brothers Kurt และ Rob Widmer เริ่มที่จะผลิตเบียร์นี้เมื่อปี 1984 และเบียร์อีกตัวหนึ่งที่ประสพความสำเร็จมากของ Widmer Brewery มีชื่อว่า Widmer Weizen ซึ่งเป็น seasonal unfilter เบียร์ตัวแรกของบริษัท ซึ่งดังติดลมบนในปีแรกที่วางจำหน่าย Widmer Brewery แนะนำให้ดื่มเบียร์นี้แบบ Bavarian style คือดื่มในแก้วแบบพิเศษและใส่มะนาวลงไป

และบริษัทก็ยิ่งประสพความสำเร็จเมื่อได้ออกเบียร์อีกตัวหนึ่งซึ่งไม่มีรสชาติของ clove อยู่ในเบียร์ (ซึ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เบียร์นี้ประสพความสำเร็จ) สีของเบียร์อ่อนมากๆ และมีความขุ่น และเบียร์ตัวนี้ก็กลายเป็นเบียร์ที่ใครที่ต้องการลอง microbrew beer จะต้องลอง เบียร์ตัวนี้ก็คือ Widmer hefe-weizen และ Widmer hefe-weizen ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเบียร์ Portland และช่วยให้ Widmer Brewery กลายเป็นผู้ผลิตเบียร์ draught เพียงอย่างเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

Advertisements