1

มีข้อสงสัยหลายๆ อย่างกับการใช้เจลาติลในการเพิ่มความใสให้กับ craft beer ถ้าเราถาม brewer ว่าคิดอย่างไรกับการใช้เจลาติลกับเบียร์ของเขา เราจะได้คำตอบหลายๆ อย่างออกไป แต่การหาเบียร์ซักขวดที่ใช้เจลาตินช่วยเรื่องความใสนั้นหาได้ไม่ยากในท้องตลาด แต่การใช้เจลาตินนั้นมีขั้นตอนที่เจาะจงซึ่งจะมาอธิบายถึงขั้นตอนเหล่านั้น

คำถามแรกคือเราควรใส่เจลาติลในถังหมักหรือ keg? วิธีการ ๆ ใส่เจลาตินมีอยู่สองวิธีซึ่งให้ประสิทธิภาพพอๆ กัน เราสามารถใส่เจลาติลได้ทั้งใน ถังหมักแรก (primary fermenter) , ถังหมักที่สอง (secondary fermenter) และใน keg แต่คีย์ในการทำงานคือเบียร์ของเราต้องเย็นจัด เมื่อเบียร์เราเย็นจัดจะทำให้เกิดตะกอนแขวงลอยอยู่ในเนื้อเบียร์มาก และเมื่อมีตะกอนแขวงลอยอยู่ในเนื้อเบียร์มากก็จะทำให้เจลาติลที่ใส่ลงไปจับกับตะกอนได้มากขึ้นด้วย อุณหภูมิของเบียร์ควรจะอยู่ที่ 32-40F (0-4C) ส่วนเจลาตินที่ควรใช้ เราไม่ควรใช้เจลาตินที่มีรสชาติใดๆ วิธีทำคือนำน้ำ 2/3 ถ้วยผสมกับเจลาติล 1 ช้อนชา และนำเข้าไมโครเวฟ 15-30 วินาทีและนำออกมาคน และทำซ้ำจนเราสังเกตเห็นเจลาติลเริ่มละลายในน้ำ ให้เราคนและเช็คอุณหภูมิให้ได้ 150F (65.5C) ถ้าอุณหภูมิยังไม่ถึงให้เราเอาเข้าไมโครเวฟอีก และเมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ 150F ให้เราคนเจลลาติลและเทเข้าไปในถังหมักทันที (ถ้าเราใช้ keg ให้เราไล่อ๊อกซิเจนในถังด้วย)

2

เจลาติลทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงในการจับยีสต์และตะกอน ผลลัพธ์จะเห็นภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากการเทเจลาติลใส่ลงไปในเบียร์ว่าเบียร์เราใสขึ้น ถ้าเราต้องการจะนำเบียร์ในขวดเราสามารถนำเบียร์ใส่ขวดได้โดยทันที ไม่ต้องกลัวเพราะยังมียีสต์หลงเหลืออยู่ในเบียร์มากพอที่จะทำการ Bottle Conditioning ได้

เจลาติลจะจับยีสต์และตกตะกอนไปอยู่ด้านล่างถัง การดึงเบียร์ออกจาก keg จะทำผ่านท่อที่อยู่ก้นถังเช่นกัน ถ้าเราใช้ keg เราอาจจะต้องเอาเบียร์ออก 2-3 แก้วก่อนจะได้เบียร์ที่ใสออกมา

ในขณะที่การเจลาติลในการเพิ่มความใสจะให้ประสิทธิภาพสูง หัวใจของการทำงานอยู่ที่ความเย็นของเบียร์ เบียร์เราต้องเย็นจัดเพื่อจะให้ระดับความใสของเบียร์เราอยู่ในระดับเบียร์ที่วางขายใน supermarket

Advertisements